รู้ก่อนยื่น: จดทะเบียนสำนักงานทนายความจังหวัดสราษฎร์ธานี
ใครบ้างที่ต้องจดทะเบียนสำนักงานทนายความ และทำไมต้องทำที่สราษฎร์ธานี
ทนายความที่ได้รับใบอนุญาตแล้วยังประกอบวิชาชีพได้ไม่เต็มรูปแบบจนกว่าจะจดทะเบียนสำนักงานทนายความกับสภาทนายความในจังหวัดที่ตั้งสำนักงาน กฎหมายกำหนดไว้ชัดในข้อบังคับว่าด้วยการประกอบวิชาชีพทนายความ การเปิดสำนักงานโดยไม่จดทะเบียนถือเป็นความผิดทางจริยธรรมและอาจถูกพักใช้ใบอนุญาตได้ ที่สำคัญ สำนักงานที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสราษฎร์ธานีต้องยื่นเรื่องกับสภาทนายความจังหวัดสราษฎร์ธานี ไม่ใช่ส่วนกลางในกรุงเทพฯ
ลักษณะการทำงานของทนายความในพื้นที่นี้ต่างจากในเมืองใหญ่พอสมควร คดีส่วนใหญ่ที่ไหลเข้าสำนักงานคือที่ดินและมรดกจากครอบครัวเจ้าของสวนยางและสวนปาล์ม คดีอาญาเล็ก ๆ ระดับสถานีตำรวจภูธร และงานตรวจสัญญากู้ยืมของสหกรณ์การเกษตร ทนายที่มาจากสายทำคดีแพ่งในกรุงเทพฯ จึงมักประเมินภาระงานผิด และวางแผนค่าใช้จ่ายสำนักงานต่ำเกินจริง
อีกจุดที่คนเข้าใจผิดคือคิดว่าจดทะเบียนครั้งเดียวแล้วจบ ที่จริงต้องแจ้งย้ายที่ตั้งทุกครั้งที่เปลี่ยนสำนักงาน และต้องยื่นรายงานประจำปีต่อสภาทนายความจังหวัด หากขาดการติดต่อเกินสองปีติดกัน ชื่ออาจถูกจำหน่ายจากทะเบียนโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว
เอกสารและขั้นตอนที่ต้องเตรียมก่อนยื่นเรื่อง
ชุดเอกสารที่สภาทนายความจังหวัดสราษฎร์ธานีตรวจเข้มที่สุด
เอกสารหลักที่ต้องใช้คือใบอนุญาตว่าความฉบับจริงพร้อมสำเนา ทะเบียนบ้านหรือใบรับรองถิ่นที่อยู่ของทนาย หนังสือรับรองจากเจ้าของอาคารที่ตั้งสำนักงาน และสัญญาเช่าหรือโฉนดที่ดินของสถานที่นั้น ถ้าใช้บ้านตัวเองเป็นสำนักงานก็ใช้ทะเบียนบ้านได้ แต่ต้องมีพื้นที่แยกชัดเจนพอให้ตรวจได้ว่ามีโต๊ะทำงานและชั้นเก็บแฟ้มคดีจริง ไม่ใช่เพียงกล่องจดหมาย
รูปถ่ายสำนักงานทั้งภายนอกและภายในเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม เจ้าหน้าที่ใช้รูปเหล่านี้ประกอบการพิจารณา และเป็นเหตุผลอันดับหนึ่งที่ทำให้เรื่องถูกตีกลับให้ไปถ่ายใหม่ ป้ายชื่อสำนักงานต้องมีคำว่า "ทนายความ" หรือ "สำนักงานทนายความ" ระบุชื่อ-นามสกุลผู้เป็นเจ้าของสำนักงาน และเลขทะเบียนใบอนุญาตให้เห็นชัดจากถนน
ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสำนักงานแห่งแรกอยู่ระดับหลักพันบาท และมีค่าธรรมเนียมรายปีแยกอีกส่วน รายละเอียดตัวเลขให้สอบถามที่เคาน์เตอร์สภาทนายความจังหวัดโดยตรง เพราะมีการปรับเป็นระยะ ควรเผื่อเวลาเดินเรื่องไว้ราวสองถึงสี่สัปดาห์หากเอกสารครบ และนานกว่านั้นหากต้องแก้ไข
ค่าตอบแทนและโครงสร้างรายได้จริงของสำนักงานในสราษฎร์ธานี
หลายคนที่สนใจสมัครงานทนายความและตั้งความหวังเรื่องเงินเดือน 50,000 บาท ควรเข้าใจภาพตลาดจริงก่อน สำนักงานขนาดเล็กถึงกลางในสราษฎร์ธานีจ่ายทนายจบใหม่ในช่วง 18,000–25,000 บาท บวกค่าคดีเป็นราย ๆ ระดับ 50,000 บาทขึ้นไปมักเป็นทนายที่มีประสบการณ์ห้าปีขึ้นไป มีฐานลูกค้าของตัวเอง หรือทำงานในสำนักงานใหญ่ที่มีงานนิติบุคคลต่อเนื่อง
รายได้ที่แท้จริงของสำนักงานมาจากสามทาง ทางแรกค่าว่าความแบบเหมา เช่น คดีมรดกที่ดินหนึ่งแปลงคิดตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป ทางที่สองค่าที่ปรึกษารายเดือนให้วิสาหกิจชุมชนและร้านค้าในอำเภอเมืองและเกาะสมุย ซึ่งสร้างรายได้สม่ำเสมอกว่าค่าคดี ทางที่สามค่านายหน้าหรือส่วนแบ่งจากคดีที่ส่งต่อไปยังสำนักงานในภูเก็ตหรือสุราษฎร์ธานีเอง
ข้อผิดพลาดทางการเงินที่พบบ่อยคือเปิดสำนักงานในย่านใจกลางเมืองด้วยสัญญาเช่าราคาสูงตั้งแต่ปีแรก ทั้งที่งานช่วงแรกยังมาจากคนรู้จักในชุมชน ไม่ใช่จากทำเล การเริ่มจากห้องเช่าราคาย่อมเยาในอำเภอใกล้บ้านเกิด และค่อยขยับเมื่อมีคดีต่อเดือนเกินสิบห้าเรื่อง เป็นเส้นทางที่ปลอดภัยกว่าสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น
ข้อผิดพลาดที่ทำให้การจดทะเบียนล่าช้า หรือถูกเพิกถอนภายหลัง
กรณีที่เจอบ่อยที่สุดคือทนายยื่นเอกสารครบ แต่ไม่ได้แจ้งชื่อผู้ช่วยทนายหรือเลขานุการที่ทำงานในสำนักงานด้วย เมื่อเกิดเรื่องร้องเรียนขึ้นมา สภาทนายความจังหวัดจะตรวจสอบและพบว่ามีบุคลากรที่ไม่ได้อยู่ในทะเบียน ส่งผลให้กระบวนการพิจารณาคดีล่าช้าทั้งสำนักงาน อีกกรณีคือการให้ที่อยู่สำนักงานเป็นบ้านญาติในต่างอำเภอ แต่ตัวทนายพักอยู่ที่อื่นตลอด การตรวจสอบพื้นที่จึงไม่ผ่าน
มีตัวอย่างจริงในอำเภอพุนพินที่ทนายคนหนึ่งย้ายสำนักงานไปเช่าตึกแถวใหม่ แต่ยังใช้ที่อยู่เดิมในเอกสารยื่นศาล ผลคือคำคู่ความหลายฉบับส่งไปไม่ถึง และศาลสั่งให้เลื่อนนัดหลายครั้งจนลูกความเปลี่ยนทนาย ความเสียหายไม่ได้อยู่ที่ค่าปรับ แต่อยู่ที่ชื่อเสียงซึ่งใช้เวลาหลายปีกว่าจะกู้คืน
เรื่องสุดท้ายที่ต้องระวังคือการโฆษณาสำนักงานบนป้ายหรือเพจออนไลน์ การระบุว่าชำนาญคดีบางประเภทจนเกินจริง หรือการรับรองผลคดี อาจเข้าข่ายผิดข้อบังคับเรื่องการโฆษณาของสภาทนายความ ทนายที่เพิ่งจดทะเบียนควรตรวจข้อความบนป้ายและสื่อออนไลน์ให้เรียบร้อยก่อนเปิดสำนักงาน เพราะการแก้ไขภายหลังยุ่งยากกว่าการร่างให้ถูกตั้งแต่ต้น
